การขับรถหน้าฝน

การขับรถหน้าฝนเมื่อถึงช่วงฤดูฝนผู้ที่เดินทางโดยรถส่วนตัวคงกังวลว่าวันที่ฝนตกควรจะขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย  ไม่ต้องกังวลไปครับ  เรามีเคร็ดลับดีๆ มาบอกครับ

ข้อแนะนำก่อนขับรถลุยน้ำ

ผู้ที่มีรถส่วนตัวไว้ใช้งานแม้ว่าจะดูสะดวกสบายกว่าคนที่ไม่มี แต่ใน ฤดูฝนนี้ เป็นเรื่องไม่สบายนักคุณควรตรวจตราดูรถยนต์ที่ใช้งานประจำวัน เตรียมให้พร้อมในรถควรมีสายพ่วงแบตเตอรี่ดีๆ สัก 1 ชุด ไฟฉายกระบอกโตที่ใช้งานได้ง่ายๆร่มกันฝนหรือเสื้อกันฝนเครื่องมือประจำรถที่มีมาควรตรวจตราดูให้พร้อมใช้งานไม่จำเป็นต้องหาเพิ่มเติม

ควรจะตรวจตราดูประสิทธิภาพของการชาร์จไฟด้วยในยามฝนตก รถติด โดยเฉพาะกลางคืน ระบบไฟฟ้าทุกระบบ จะทำงานหมด ไฟหน้า ปัดน้ำฝน แอร์วิทยุ เทป ซีดี พวกนี้จะกินกระแสไฟ ประกอบกับการใช้รอบ เครื่องที่ต่ำการชารจ์ไฟทำได้ไม่เต็มที่ ขั้วหลอดไฟ หลอดไฟ แผงฟิวส์ ใบปัดน้ำฝนต้องตรวจตราให้อยู่ในสภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ กระป๋องฉีดน้ำ กระจก มีน้ำให้เต็มอยู่เสมอใช้น้ำยาล้างจาน หรือ แชมพูสระผม ผสมลงไป ประมาณหนึ่งช้อนชา   จะทำให้ใบปัดน้ำฝนทำความสะอาดกระจกได้สะอาดขึ้น

สำหรับรถเก่า (ตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป)ต้องเอาใจใส่มากหน่อย ถ้าเป็นไปได้ ถอดพรมในรถออก ตรวจตราดูตะเข็บ รอยเชื่อมปลั๊กยาง พลาสติกอุดพื้นตัวถัง อยู่ในสภาพเรียบร้อยดีหรือไม่ถ้าไม่แน่ใจก็จัดการอุด ปะ เปลี่ยนใหม่ เพื่อป้องกันน้ำเข้ามาในตัวถังถ้า ฝนตกหนักและน้ำท่วมมาก หากไม่แน่ใจก็ควรจะถอดพรมออกเก็บไว้ และหาพลาสติคมาปูแทนชั่วคราวเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเงิน ซักพรม หรือ ดมกลิ่นอันไม่สุนทรีจากพรมที่ดูดซับน้ำเอาไว้ ทั้งจากรอยรั่ว หรือ การขึ้น-ลงที่ติดมากับรองเท้าเมื่อหมดฝน ก็จะใส่กลับ เข้าไปใหม่ แผงขอบประตู ยางขอบกระจก ตรวจตราดูรอยรั่วฉีกขาดที่จะทำให้น้ำเข้าได้หรือไม่ แบตเตอรี่ ถ้าใช้มานานแล้ว ก็ควรเปลี่ยนเพราะรถติดๆ จะขับด้วยความเร็วรอบที่ต่ำๆ ประสิทธิภาพในการชาร์จไฟก็จะน้อยลง และถ้าเป็นแบตเตอรี่ที่ใช้มานานแล้ว แผ่นธาตุ หรือ คุณสมบัติในการเก็บไฟอาจจะน้อยลงไปแล้ว ไดชาร์จ หรือ อัลเตอร์เนเตอร์

การขับรถหน้าฝนในกรณีที่รู้ตัวก่อนว่าจะต้องขับรถลุยน้ำท่วม และรู้ว่าน้ำนั้นลึกพอจะลุยผ่านไปได้ ให้เตรียมกระสอบ กระดาษแข็ง ๆ หรือที่ดีที่สุด ก็คือยางปูพื้นรถกันฝุ่นนำไปผูกไว้ที่กระจังหน้ารถกันน้ำไม่ให้ไหล เข้าห้องเครื่องยนต์อันอาจจะทำให้เครื่องยนต์ดับ อยู่กลางน้ำ นอกจาก นั้นต้องระวังท่อไอเสียด้วยเพราะหากท่อนี้จมอยู่ใต้น้ำจะทำให้เครื่องดับควรหาท่อหรือสายยางโต ๆ มาครอบเอาไว้และยกขึ้น ให้เหนือน้ำนอกจากนั้นก่อนที่จะผ่านบริเวณน้ำท่วมจะต้องรู้แนวจราจรว่าไปในทาง ใดรู้ว่าน้ำลึกเท่าใด ไม่ควรเสี่ยงขับผ่านไปโดยที่ไม่รู้อะไรเลย เพราะอาจตกลงไปในหลุมบ่อหรือคูน้ำข้าง ๆ ควรจอดรอจนกว่าจะเห็นเจ้าถิ่นผู้ชำนาญทางผ่านไปก่อนให้เขาไปลุยสำรวจทางก่อนแล้วเราขับตาม หากไปคนเดียวก็จอดรถไว้แล้วลงไปลุยสำรวจด้วยตัวเอง ทำ อย่างนี้ไปเป็นระยะ จนกว่ารถจะพ้นบริเวณน้ำท่วม

ข้อปฏิบัติในการขับรถลุยน้ำ (ท่วม)

  1. ควรใช้รอบเครื่องประมาณ 1,500-2,000 รอบ/นาที เพราะรอบเครื่องที่สูงจะทำให้สายพานตีน้ำกระเด็น เข้าห้องเครื่อง จนดับได้
  2. ไม่ควรเปิดแอร์ขณะลุยน้ำลึกเกินกว่า 20 ซม.เพราะใบพัดของพัดลมคอนเดนเซอร์แอร์อาจตีน้ำกระจายในห้องเครื่องได้และทำนองเดียวกันใบพัดพัดลมอาจตีน้ำจนใบหักได้
  3. ในการเปลี่ยนเกียร์ควรถอนคลัตซ์อย่างราบเรียบและรวดเร็วอย่าเลี้ยงคลัตซ์เพราะอาจทำให้คลัตช์ลื่นได้ง่าย
  4. ในการหยุดรถขณะรถยนต์แช่ในน้ำ ไม่ควรเหยียบคลัตช์ค้างไว้
  5. ควรรีบเข้าเกียร์ว่างแล้วปล่อยคลัตซ์อย่างนิ่มนวลและรวดเร็วเพราะถ้ามีน้ำในผ้าคลัตซ์มาก อาจทำให้คลัตช์ลื่นจนรถยนต์ไม่อาจเคลื่อนตัวได้
  6. ถ้าเครื่องยนต์ดับขณะลุยน้ำ ส่วนมากจะเป็นเพราะน้ำเข้าไปในระบบจุดระเบิดซึ่งอาจแก้ไขได้โดยการการฉีดสเปรย์ไล่ ความชื้นหรือใช้ผ้าแห้งเช็ดบริเวณจานจ่ายคอยส์ สายหัวเทียน จากนั้นรอสัก 2-3 นาทีจึงสตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้าสตาร์ท ไม่ติดภายในการสตาร์ท 3 ครั้งควรหยุดแล้วเช็ดระบบจุดระเบิดใหม่ ให้แห้งเพื่อสงวนไฟแบตเตอรี่ที่จะหมดไปในการสตาร์ท เมื่อสตาร์ทเครื่องติดแล้ว ควรเลี้ยงรอบเครื่องแช่ไว้ที่ 1,200 รอบ/นาที (หรือเหยียบคันเร่งค้างไว้เล็กน้อย) สัก 15-20 วินาทีเมื่อแน่ใจว่าเครื่องยนต์ทำงานสมบูรณ์จึงค่อยเคลื่อนรถต่อไป
  7. หลังจากขับรถพ้นผิวจราจรที่มีน้ำท่วมควรเหยียบเบรคเป็นครั้งคราวเพื่อไล่น้ำจากผ้าเบรค และระบบเบรค จะทำให้ การทำงานของระบบเบรคกลับเข้าสู่สภาพเดิม
  8. เบรคติด เพราะจอดทิ้งไว้หลังลุยน้ำ ติดเครื่องเข้าเกียร์ 1 ให้รถเคลื่อนจากนั้นเหยียบเบรค อย่างแรง ต่อจากนั้นเข้าเกียร์ถอย ให้รถเคลื่อนแล้วเหยียบเบรคอย่างแรงสลับกันจนกว่าเบรคจะหลุด
  9. สำหรับรถเกียร์ออโตเมติกไม่ควรขับรถลุยน้ำแต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากการลุยน้ำแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ควรนำรถเข้าตรวจเช็คระบบเกียร์หากมีน้ำเข้าควรทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ใหม่ เพื่อให้รถของท่านที่ผ่านการลุยน้ำมา ใช้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเหมือนเดิม
  10. ในตอนเช้าหลังจากลุยน้ำมา รถยนต์ของคุณอาจมีอาการเข้าเกียร์ไม่ได้เพราะคลัตช์ติด การแก้ไขทำได้โดยหาถนนโล่ง ๆ ประมาณ 30-50 เมตรติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักครู่จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่องจากนั้นเหยียบคลัตช์เข้าเกียร์ 1 สตาร์ทเครื่องทั้ง ที่เข้าเกียร์ 1 รถจะวิ่งไปข้างหน้า เมื่อเครื่องติดรถเริ่มวิ่ง ลองดูว่าคลัตช์หลุดหรือไม่ถ้ายังไม่หลุดให้ลอง ปฏิบัติตามข้างต้นใหม่ (วิธีนี้ค่อนข้างอันตราย ควรหาที่ “โล่ง” จริงๆ และปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง)